ย่อหน้าเปิดเผยข้อมูลเต็ม (full-disclosure): ตรวจสอบแล้วยืนยันได้จริงว่า SGC (บริษัทในเครือ SINGER ประเทศไทย ถือหุ้น 78.17% ณ 25 ก.พ. 2569) เคยมีปัญหาคุณภาพลูกหนี้ในช่วงปี 2565–2566 จริง — พอร์ตสินเชื่อรถทำเงิน (เช่าซื้อ/จำนำทะเบียนรถเพื่อการพาณิชย์) และเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับผลกระทบหนักจาก COVID-19 บริษัทเร่งตัดหนี้สูญและตั้งสำรองก้อนใหญ่ตั้งแต่ไตรมาส 2/2566 ส่งผลขาดทุนสุทธิ 2,275 ล้านบาทในปี 2566 (NPL Ratio พุ่งถึง 21.30% ปี 2566 และ 22.91% ปี 2567) ที่มา: เอกสารสรุปกิจการ SGC จัดทำโดยที่ปรึกษาทางการเงิน Bluebell Group Holdings (ลงวันที่ 10 มี.ค. 2569 ประกอบการเสนอขายหุ้นกู้ PP) และข่าว Kaohoon/Bangkokbiznews — ไม่พบรายงานผู้สอบบัญชีแบบมีเงื่อนไข (qualified opinion) ในแหล่งที่ตรวจสอบได้ ผู้สอบบัญชีปัจจุบันคือ KPMG ภูมิไชย เนื่องจากปี 2566 มีรายการตัดหนี้สูญ/ตั้งสำรองผิดปกติขนาดใหญ่ งบปี 2565→2566→2567 จึงไม่สามารถใช้คำนวณอัตราเติบโตแบบปกติได้ — รายงานนี้จึงใช้ฐานงวด TTM (ล่าสุด) และ FY2568 (ปีเต็มปีล่าสุดหลังฟื้นตัว) เป็นฐานในการประเมินมูลค่า ไม่คำนวณอัตราเติบโตคร่อมปี 2566 คุณภาพพอร์ตปัจจุบัน (สิ้นปี 2568): พอร์ตรวม ฿14,100 ล้านบาท NPL 17.17% ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นพอร์ตเก่า ขณะที่พอร์ตใหม่ Locked Phone (46% ของพอร์ตรวม) มี NPL เพียง ~2% เท่านั้น และบริษัทหยุดปล่อยสินเชื่อรถทำเงินตั้งแต่ ส.ค. 2567 — ความสัมพันธ์กับ SINGER: นอกจากถือหุ้น 78.17% แล้ว SGC ยังพึ่งพาเงินกู้จาก SINGER คิดเป็น 80.35% ของหนี้ที่มีดอกเบี้ยทั้งหมด (สิ้นปี 2568 ลดจาก 100% ในปี 2566) มูลค่าราว ฿6,273 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาขยายวันชำระคืน — เป็นความเสี่ยงกระจุกตัวด้านแหล่งเงินทุนที่มีนัยสำคัญ ส่วน NIM และ coverage ratio บริษัทไม่ได้เปิดเผยเป็นตัวเลขเดี่ยวโดยตรงในเอกสารที่ตรวจสอบได้ (มีเพียงอัตราดอกเบี้ยรับเฉลี่ย 18–19% ต่อปี ตามเอกสาร SGC IR)
ราคาเริ่มที่ ฿0.98 (ต.ค. 2568) ไหลลงสู่จุดต่ำสุดรอบปี ฿0.84 (ธ.ค. 2568) แล้วแกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ ฿0.85–0.98 ตลอดไตรมาส 1/2569 ต่อเนื่องถึง เม.ย. 2569 ก่อนพลิกเป็นขาขึ้นแรงตั้งแต่ พ.ค. 2569 (฿1.34) จนถึงจุดสูงสุด ก.ค. 2569 (฿1.75) แล้วพักตัวที่ ส.ค.–ก.ย. 2569 (฿1.56–฿1.60) — เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าจากระดับ เม.ย. 2569 (฿0.89) สอดคล้องช่วงเวลาที่ตลาดรับรู้ผลประกอบการฟื้นตัวต่อเนื่อง แผนขยายพอร์ต Locked Phone และวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของไทย ผลตอบแทนรอบปี (จุดแรก→จุดล่าสุด) = +63.3%
เฉลี่ย 2 วิธีต่างตระกูล (P/E เทียบกลุ่มที่วัดจริง + Justified P/BV) — ไม่ใช้ DCF บน FCF (ไม่มีความหมายสำหรับธุรกิจการเงิน) ไม่ใช้ DDM (ไม่จ่ายปันผล) ไม่ใช้เป้านักวิเคราะห์ (ไม่มีข้อมูล)
ทั้ง 2 วิธีเกาะกลุ่มกันแคบ (0.87–0.89 ต่างกัน 1.02 เท่า ไม่เกินเกณฑ์ dispersion 2 เท่า จึงเฉลี่ยตรงได้) และเป็นวิธีอิสระกันจริง — Justified P/BV ใช้ (r,g) ส่วน P/E เทียบกลุ่มใช้ตัวคูณที่วัดจากตลาด ไม่ใช้ (r,g) เลย จึงเป็นพยานที่ไม่ผูก (r,g) ยืนยันว่าราคาตลาดปัจจุบัน ฿1.64 แพงกว่ามูลค่าเหมาะสมมาก (MOS ลึกกว่า 40% — ประมาณการนี้อิงกลุ่มเทียบเคียงเพียง 3 บริษัท จึงมีความไม่แน่นอนสูง) ตรวจสอบอัตราคิดลดที่ตลาดฝังอยู่ (implied-rate check): ที่ P/BV ตลาดปัจจุบัน 1.34x และ ROE TTM 8.13%, g 3% ⇒ r ที่ตลาดใช้จริง ≈ 6.9% ต่ำกว่า r ที่ใช้ในโมเดล (10%) ~3.1pp (เกินเกณฑ์ตรวจสอบ 1.5–2.0pp) — P/BV รีเรตจาก 0.71x (สิ้นปี 2568) ในเวลาไม่กี่เดือน ขณะที่ ROE ขยับขึ้นจาก 4.83%→8.13% กล่าวคือราคาปัจจุบันกำลังฝังสมมติฐานว่า ROE ต้องขยับขึ้นไปแตะราว 12.2% (คำนวณจาก P/BV≈1.31 ⇒ (ROE−3)/(10−3)=1.31 ⇒ ROE≈12.2%) ราว 1.5 เท่าของระดับปัจจุบัน — เป็นข้อเท็จจริงเชิงตลาดที่วัดได้จริง ไม่ใช่พารามิเตอร์โมเดลผิด Sensitivity: ที่ r = 9.5% / 10.0% / 10.5% (g=3%, ROE=8.13% คงที่) FV วิธี Justified P/BV = ฿0.96 / ฿0.894 / ฿0.83 ตามลำดับ และหากใช้ P/E กลุ่ม 7.06x–10.32x (ต่ำสุด–สูงสุดของกลุ่ม) ที่ EPS ฿0.10 จะได้ ฿0.71–฿1.03 — ยังต่ำกว่าราคาตลาดในทุกกรณี
ราคาปัจจุบัน ฿1.64 อยู่เหนือกรอบบนของมูลค่าเหมาะสม (฿0.89) ราว 1.8 เท่า และไม่มีนักวิเคราะห์ติดตามให้เป้าหมายเทียบเคียง (Settrade.com: 0 broker ให้คำแนะนำ ณ ส.ค. 2569; StockAnalysis ไม่แสดงเป้า ณ 21 ก.ย. 2569) — ตลาดกำลังให้มูลค่าล่วงหน้าสำหรับสถานการณ์ฟื้นตัว/เติบโตที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันครบในงบย้อนหลัง (ROE ปัจจุบัน 8.13% ยังต่ำกว่าต้นทุนทุนที่ประเมิน ~10%)
Base scenario ให้ผลตอบแทนรวม −20% ใน 3 ปี ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินมูลค่าใน section 3 ที่ชี้ว่าราคาปัจจุบันแพงกว่าพื้นฐาน (ฉาก P/E ใช้มัธยฐานกลุ่ม 8.7x และเพดาน 10.3x = P/E สูงสุดของกลุ่มเทียบเคียงใน Bull) — Bull scenario (+38% ใน 3 ปี) ต้องอาศัยทั้ง NPL ลดต่ำกว่า 10% และ EPS โตปีละ 30% พร้อมกัน ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยันในงบปัจจุบัน EPS ฐานยังเล็ก (฿0.10) ราคาเป้า Bear/Base ยังต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน
SGC ฟื้นตัวจากวิกฤตหนี้เสียปี 2566 ได้จริง (ขาดทุน 2,275 ล้านบาท → กำไร 350 ล้านบาทในปี 2568) และมีเรื่องราวเติบโตที่น่าสนใจจากสินเชื่อ Locked Phone ที่ NPL ต่ำเพียง ~2% แต่ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนสมมติฐานการเติบโต/ฟื้นตัวที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันครบในงบย้อนหลัง — ROE ปัจจุบัน (8.13%) ยังต่ำกว่าต้นทุนทุนที่ประเมิน (~10%) มาก ขณะที่ราคาตลาดกำลังฝังสมมติฐาน ROE ที่ต้องขยับขึ้นไปราว 12% เพื่อให้สมเหตุผลกับราคาปัจจุบัน และ NPL รวมยังอยู่ในระดับสูง (17.17%) เทียบกับกลุ่มไฟแนนซ์ผู้บริโภคไทยรายใหญ่