SET: NEO สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) Household & Personal Care

NEO Corporate (นีโอ คอร์ปอเรท)

Fineline • Smart • Tomi • D-nee • BeNice • Eversense • สินค้าอุปโภคใช้ในบ้าน / ดูแลส่วนบุคคล / เด็ก / สัตว์เลี้ยง
฿24.00(NEO)
▲ +9.1% (รอบปี)
ราคา ณ 11 ส.ค. 2569
กรอบ 52 สัปดาห์ ฿16.7 – ฿23.9
ที่มา: StockAnalysis.com, Yahoo Finance, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
2026-08-08อัปเดต
1

ข้อมูลสำคัญ (Key Metrics)

9 แบรนด์ครองอันดับ 1-3 ในหมวดตัวเอง (BrandBuffet, พ.ย. 2566) — ยังไม่พบตัวเลขส่วนแบ่งตลาด % อย่างเป็นทางการเทียบคู่แข่งข้ามชาติ
Market Cap
~฿7,170 ล้าน
300 ล้านหุ้น
P/E (TTM)
~17.8x
EPS TTM ที่หดตัวหนักดันให้ P/E สูงกว่าปกติ
P/E เทียบกลุ่ม FMCG (มัธยฐาน)
~12.7x
OSP 13.2x · SAPPE 12.0x · ICHI 13.1x · DOD 12.3x — ไม่ใช้ P/E เฉลี่ยของ NEO เอง (ประวัติจดทะเบียนสั้น)
P/BV
~1.37x
BVPS ~฿17.47 (ประมาณจาก Debt ÷ D/E TTM)
กำไรสุทธิ FY2568
฿562 ล้าน
−44.3% YoY (จาก ฿1,008 ล้าน ปี 2567)
EPS (TTM)
~฿1.34
EPS FY2568 ฿1.87 (เทียบ FY2567 ฿3.60 — มาร์จิ้นหดตัวต่อเนื่อง)
BVPS
~฿17.47
ประมาณจาก Debt ÷ D/E (ไม่มี BVPS ตรงในแหล่งข้อมูล)
ROE (TTM) / Net Margin (TTM)
~7.7% / 3.7%
ROE ก่อน IPO (2564-65) เฉลี่ย ~32% เทียบไม่ได้ — ฐานทุนเพิ่มขึ้นกว่า 35% หลัง IPO
รายได้ TTM
฿10,955 ล้าน
+6.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น
37.6%
ลดจาก 45.3% ปี 2567 และ 42.7% ปี 2566
เงินปันผล
~5.65%
payout ~72% ของ EPS FY2568 — สูงเทียบ FCF ที่ติดลบ
Beta
~0.75*
*ประมาณการสำหรับหุ้น FMCG defensive ไทย (ยังไม่มี beta ที่เสถียรจากประวัติซื้อขายสั้น ~2.7 ปี)
2

ราคาย้อนหลัง ~1 ปี

โดยประมาณ
ราคา NEO มูลค่าเหมาะสม ฿23.45 จุดสำคัญ

ราคาหุ้น NEO เคลื่อนไหวในกรอบ ฿16.7–23.9 ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ทำจุดต่ำสุดที่ ฿16.7 ในเดือน พ.ย. 2568 ท่ามกลางความกังวลเรื่องมาร์จิ้นที่หดตัวต่อเนื่อง ก่อนฟื้นตัวแรงในช่วง ก.ค.–ส.ค. 2569 ขึ้นมาทำจุดสูงสุดรอบปีที่ ฿23.9 (+8.6% รอบปี) ตามกระแสคาดการณ์กำไรฟื้นตัวและเงินปันผลระดับสูง (yield ~5.65%) NEO เป็นเจ้าของ 9 แบรนด์สินค้าอุปโภคไทย (Fineline, Smart, Tomi, D-nee, BeNice, Eversense, TROS, Vivite, LovliTails) ที่แข่งขันในตลาดซึ่งมีผู้เล่นข้ามชาติรายใหญ่ (เช่น Unilever, P&G, Kao) ครองส่วนแบ่งอยู่มาก รายได้หลักยังมาจากในประเทศ (>85%) ส่วนรายได้ส่งออกไปกลุ่ม CLMV และตะวันออกกลาง 16 ประเทศเป็นสัดส่วนน้อยกว่านั้น โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนส่งออกเป็น ~15% ของรายได้รวมภายใน 5 ปี ด้วยการเติบโตสองหลักทุกปี (ที่มา: neo-corporate.com, แผนกลยุทธ์ที่ประกาศ พ.ย. 2566 — ไม่พบตัวเลขสัดส่วนส่งออกปีปัจจุบันที่แจ้งแยกจากเป้าหมาย 5 ปีในแหล่งที่เข้าถึงได้)

3

การประเมินมูลค่า (Valuation)

เฉลี่ย 2 วิธี (ห่างกัน 1.75 เท่า — ไม่เกิน 2.0 เท่าตามเกณฑ์ dispersion gate จึงเฉลี่ยได้)
1. P/E Valuation (เทียบกลุ่ม FMCG)
EPS (TTM) ฿1.34 × P/E เป้าหมาย ~12.7x (มัธยฐานกลุ่ม FMCG ไทยที่เทียบเคียงได้: OSP 13.19x, SAPPE 12.01x, ICHI 13.12x, DOD 12.25x — ที่มา StockAnalysis.com/ratios FY2025 — ไม่ใช้ P/E เฉลี่ยย้อนหลังของ NEO เอง เพราะประวัติจดทะเบียนสั้น ~2.7 ปี)
฿17.02
2. Justified P/BV
P/BV เหมาะสม = (ROE 9.0% − g 3.0%)/(r 6.5% − g 3.0%) ≈ 1.71 × BVPS ฿17.47 — ROE ใช้เฉลี่ยเฉพาะช่วง หลัง IPO เท่านั้น (FY2567 11.2% + TTM 7.7%) · r = rf 2.34% (พันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี ก.ค. 2569, TradingEconomics) + beta 0.75 (ประมาณการ) × ERP 5.5% (mature-market ERP 4.17% ตาม Damodaran 2026 edition + ส่วนเพิ่มความเสี่ยงประเทศไทยโดยประมาณ ~1.3pp)
฿29.87
มูลค่าเหมาะสมเฉลี่ย (Fair Value)
กรอบ ฿17.02 – ฿29.87
฿23.45

ข้อจำกัดการเทียบย้อนหลัง (full disclosure): NEO เข้าตลาด SET เดือน ธ.ค. 2566 มีประวัติงบในฐานะบริษัทมหาชนเพียง ~2.7 ปี และโครงสร้างทุนเปลี่ยนแปลงมากหลัง IPO — จำนวนหุ้นเพิ่มจาก 222 ล้านหุ้น (2564-2566) เป็น 300 ล้านหุ้น (2567 เป็นต้นมา, +35%) ทำให้ ROE ช่วงก่อน IPO (2564: 38.5%, 2565: 24.9%, 2566: 42.2%) สูงกว่าช่วงหลัง IPO (2567: 11.2%, TTM: 7.7%) มาก จึงไม่นำ ROE/P/E ก่อน IPO มาใช้เป็นสมอในการประเมินมูลค่าเลย ใช้เฉพาะตัวคูณเทียบกลุ่ม (วิธีที่ 1) และ ROE เฉลี่ยหลัง IPO (วิธีที่ 2) แทน · Sensitivity: เนื่องจาก r−g = 3.5pp แคบกว่า 5pp วิธีที่ 2 ไวต่อ r มาก — หาก r ต่ำ/สูงกว่าอีก 0.5pp ค่าจะอยู่ในช่วง ฿34.80 (r 6.0%) – ฿26.09 (r 7.0%) · DCF ไม่นับเป็นขาอิสระ เพราะ FCF TTM ติดลบ (−฿1,374 ล้าน จากการลงทุนขยายกำลังผลิต) ไม่ผ่านเกณฑ์ต้องมี FCF TTM เป็นบวกก่อน · ทั้ง 2 วิธีต่างกัน 1.75 เท่า (≤2.0 เท่า) จึงเฉลี่ยตรงได้โดยไม่ต้องตกเป็นเพียง "บริบท"

4

ราคาปัจจุบัน vs โซนต่างๆ

ปัจจุบัน ฿24.00
เหมาะสม ฿23.45
฿16.42
MOS 30%
฿18.76
MOS 20%
฿23.45
Fair Value
฿24.18
เป้าเฉลี่ย Analyst
฿29.87
กรอบบน FV

ราคาปัจจุบัน ฿23.90 ใกล้เคียงกับมูลค่าเหมาะสม ฿23.45 (ต่างกัน ~2%) และต่ำกว่าเป้าเฉลี่ยนักวิเคราะห์ ฿24.18 (Hold, n=4 สำนัก) เล็กน้อย — ยังไม่มี margin of safety ที่มีนัยสำคัญในราคาปัจจุบัน

5

Margin of Safety (ส่วนเผื่อความปลอดภัย)

−2%
ไม่มี Margin of Safety (ราคาใกล้เคียงมูลค่าเหมาะสม ค่อนไปทางเต็มมูลค่า)
ราคาปัจจุบันสะท้อนสมมติฐานมาร์จิ้นฟื้นตัวไปมากแล้ว นักลงทุนที่เน้น value ควรรอราคาย่อลงมาในโซน MOS 20-30% หรือรอสัญญาณมาร์จิ้นฟื้นตัวชัดเจนจากงบไตรมาสถัดไปก่อนเพิ่มน้ำหนัก
จุดซื้อ MOS 20%
฿18.76
โซนน่าสนใจสำหรับ value
จุดซื้อ MOS 30%
฿16.42
โซนถูกมาก (deep value)
โซนเริ่มทยอยสะสม
< ฿23.45
ใกล้/ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสม
6

คาดการณ์ผลตอบแทน 3 ปี

จากจุดเข้า ฿23.90 • EPS ฐาน ~฿1.34 (TTM) • รวมปันผล
BearEPS −5%/ปี
฿11.50
−46.9% (3 ปี) / ~−19.0%/ปี
  • EPS ปี 3~฿1.15
  • P/E ออก10x
  • ปันผลรวม 3 ปี~฿1.20
  • สถานการณ์แข่งขันจากแบรนด์ข้ามชาติรุนแรงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมี/บรรจุภัณฑ์สูงต่อเนื่อง มาร์จิ้นไม่ฟื้น กำไรลดลงต่อเนื่อง ตลาดลดพรีเมียม P/E ปันผลถูกปรับลดตามกำไร
BaseEPS +15%/ปี
฿25.91
+23.5% (3 ปี) / ~+7.3%/ปี
  • EPS ปี 3~฿2.04
  • P/E ออก12.7x
  • ปันผลรวม 3 ปี~฿3.60
  • สถานการณ์มาร์จิ้นทยอยฟื้นจากจุดต่ำสุด TTM ตามการควบคุมต้นทุนและสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น รายได้โตต่อเนื่อง high-single-digit ทั้งในและต่างประเทศ เทรดที่ P/E ใกล้มัธยฐานกลุ่ม FMCG
BullEPS +25%/ปี
฿39.30
+83.3% (3 ปี) / ~+22.4%/ปี
  • EPS ปี 3~฿2.62
  • P/E ออก15x
  • ปันผลรวม 3 ปี~฿4.50
  • สถานการณ์ส่วนแบ่งตลาดในประเทศเพิ่มต่อเนื่องจากแบรนด์หลัก (Fineline/Smart/Tomi/BeNice) ส่งออกอาเซียน/ตะวันออกกลางเร่งตัวถึงเป้า 15% เร็วกว่าแผน มาร์จิ้นฟื้นเกินคาด ตลาดให้พรีเมียมสูงขึ้น (re-rating)

สมมติฐานอิง EPS ฐาน TTM ที่กดดันจากมาร์จิ้นหดตัว — Bear สมมติมาร์จิ้นไม่ฟื้นและตลาดลดพรีเมียม P/E, Base สมมติมาร์จิ้นทยอยฟื้นสู่ระดับใกล้มัธยฐานกลุ่ม FMCG, Bull สมมติมาร์จิ้นฟื้นเกินคาดพร้อม re-rating จากความสำเร็จส่งออก/ส่วนแบ่งตลาด · ปันผลประมาณจาก payout ratio ที่ปรับตามกำไรแต่ละ scenario · งบไตรมาสถัดไปประกาศ 19 ส.ค. 2569 เป็นจุดตรวจสอบสมมติฐานแรก

7

ปัจจัยบวก & ความเสี่ยง

Catalysts — ปัจจัยหนุน

  • แผนขยายส่งออก: ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ (CLMV + ตะวันออกกลาง 16 ประเทศ) แตะ ~15% ของรายได้รวมภายใน 5 ปี เติบโตสองหลักทุกปี (ที่มา: neo-corporate.com)
  • เครือข่ายจัดจำหน่ายในประเทศกว้าง: ครอบคลุม 150,000+ จุดขาย หนุนการต่อยอด/เปิดตัวสินค้าใหม่ใน 9 แบรนด์ที่มีอยู่
  • อันดับตลาดของแบรนด์หลัก: ทุกแบรนด์อยู่อันดับ 1-3 ของหมวดตัวเองตามรายงานสื่อ (BrandBuffet, พ.ย. 2566) แม้งบการตลาดจำกัดกว่าคู่แข่งข้ามชาติ — สัญญาณสนับสนุน thesis บางส่วน (ไม่มีตัวเลข % อย่างเป็นทางการยืนยัน)
  • โอกาสมาร์จิ้นฟื้นตัว: Gross margin TTM 37.6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี (37.9-45.3%) มาก หากต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมี/บรรจุภัณฑ์คลี่คลายมีช่องฟื้นตัวได้
  • เงินปันผลระดับสูง: yield ~5.65% ช่วยพยุงผลตอบแทนรวมระหว่างรอสัญญาณมาร์จิ้นฟื้น
  • งบไตรมาสถัดไป 19 ส.ค. 2569: จุดตรวจสอบว่ามาร์จิ้นเริ่มฟื้นตามคาดหรือไม่

Risks — ความเสี่ยง

  • มาร์จิ้นหดตัวต่อเนื่องหลายปี: Gross margin 45.3%→37.6% (TTM), Net margin 10.0%→3.7% (TTM), กำไรสุทธิ FY2568 ลด −44.3% YoY — ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นชัดเจนในงบล่าสุด
  • กระแสเงินสดอิสระติดลบ + หนี้เพิ่ม: FCF ติดลบ 3 ปีติดต่อกัน (TTM −฿1,374 ล้าน) จากการลงทุนขยายกำลังผลิต เงินสดคงเหลือบางลงมาก (฿85 ล้าน TTM จาก ฿2,147 ล้านหลัง IPO) ขณะที่ D/E เพิ่มจาก 0.45 (2565) เป็น 0.57 (TTM)
  • ความยั่งยืนของเงินปันผล: payout ~72% ของ EPS FY2568 (และเกิน 100% ของ EPS TTM) ขณะกำไรลดลงและ FCF ติดลบ — มีความเสี่ยงถูกปรับลดหากมาร์จิ้นไม่ฟื้น
  • แข่งขันกับแบรนด์ข้ามชาติงบการตลาดสูง: คู่แข่งอย่าง Unilever, P&G, Kao มีทรัพยากรการตลาด/R&D สูงกว่ามาก ในตลาด FMCG ไทยที่อิ่มตัว
  • พึ่งพาช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่และตลาดในประเทศ: รายได้กว่า 85% ยังมาจากในประเทศ อำนาจต่อรองของ modern trade และการแข่งขันด้านราคาเป็นความเสี่ยงต่อเนื่อง
  • Free float และประวัติจดทะเบียนสั้น: IPO ธ.ค. 2566 (~2.7 ปี) สภาพคล่องซื้อขายอาจผันผวน และไม่มีประวัติผลประกอบการผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจเต็มรอบให้อ้างอิง
8

สรุปภาพรวม

ถือ (Hold) — รอสัญญาณมาร์จิ้นฟื้นตัวชัดเจนก่อนเพิ่มน้ำหนัก

NEO เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าอุปโภคไทย 9 แบรนด์ที่ครองอันดับ 1-3 ในหมวดตัวเองตามรายงานสื่อ แต่หลักฐานเชิงตัวเลขที่ยืนยัน thesis "แย่งส่วนแบ่งจากข้ามชาติ" ยังจำกัด (ไม่มีตัวเลข % ส่วนแบ่งตลาดอย่างเป็นทางการจากบริษัทหรือ Nielsen ในแหล่งที่เข้าถึงได้) ด้านผลประกอบการ มาร์จิ้นหดตัวต่อเนื่องหลายปีจนกำไรสุทธิ FY2568 ลดลง 44% ขณะที่ FCF ติดลบต่อเนื่องจากการลงทุนขยายกำลังผลิต ที่ราคาปัจจุบัน ฿23.90 หุ้นเทรดใกล้เคียงมูลค่าเหมาะสมที่ประเมินได้ ฿23.45 (เฉลี่ย 2 วิธี: P/E เทียบกลุ่ม FMCG ~12.7x และ Justified P/BV จาก ROE เฉพาะช่วงหลัง IPO) แทบไม่มี margin of safety โอกาสของหุ้นจึงขึ้นกับความสำเร็จของแผนส่งออกและการฟื้นตัวของมาร์จิ้นเป็นหลัก ซึ่งยังต้องรอการยืนยันจากงบไตรมาสถัดไป

มูลค่าเหมาะสม
฿23.45 (฿17.02–฿29.87)
ส่วนต่างจากราคา
MOS ~ −1.9%
เป้านักวิเคราะห์ 12 ด.
~฿24.18 (Hold, n=4)
กลยุทธ์: นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่ — ถือรอสัญญาณมาร์จิ้นฟื้นจากงบไตรมาสถัดไป (ประกาศ 19 ส.ค. 2569) ก่อนตัดสินใจเพิ่ม/ลดสัดส่วน · นักลงทุนใหม่ — รอราคาย่อลงมาใกล้โซน MOS 20% (~฿18.76) หรือ MOS 30% (~฿16.42) เพื่อมี margin of safety ที่มีนัยสำคัญก่อนเข้าซื้อ · ติดตามอัตรากำไรขั้นต้น/สุทธิและความคืบหน้าสัดส่วนรายได้ส่งออกอย่างใกล้ชิด
คำเตือน: รายงานนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ตัวเลข valuation อิงสมมติฐานที่อาจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะ P/E เป้าหมาย, อัตราเติบโต (g), ผลตอบแทนที่ต้องการ (r) และ ROE ในอนาคต ราคาหุ้นมีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจ • ราคา ณ 11 ส.ค. 2569 จาก StockAnalysis.com (ตรงกับ Yahoo Finance) • งบการเงินย้อนหลังจาก StockAnalysis.com/financials • ตัวคูณเทียบกลุ่ม FMCG (OSP/SAPPE/ICHI/DOD) จาก StockAnalysis.com/financials/ratios (FY2025) • ข้อมูลแบรนด์/แผนส่งออกจาก NEO Corporate IR (investor.neo-corporate.com, neo-corporate.com) และ BrandBuffet.in.th (พ.ย. 2566) • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปีจาก TradingEconomics (ก.ค. 2569) • Equity risk premium อ้างอิงระเบียบวิธี Damodaran 2026 edition • บริษัทเข้าตลาด SET ธ.ค. 2566 ประวัติงบในฐานะบริษัทมหาชนจึงสั้น (~2.7 ปี) — โปรดตรวจสอบตัวเลขล่าสุดจาก 56-1 One Report ฉบับปัจจุบันประกอบ