ราคาหุ้น NEO เคลื่อนไหวในกรอบ ฿15.7–25.5 (ช่วง 52 สัปดาห์ ระหว่างวัน) โดยปิดรายเดือนต่ำสุด ฿16.7 ในเดือน พ.ย. 2568 ท่ามกลางความกังวลเรื่องมาร์จิ้นที่หดตัวต่อเนื่อง ก่อนฟื้นตัวแรงในช่วง ก.ค.–ก.ย. 2569 จนปิดรายเดือนล่าสุดสูงสุดของกราฟ ตามกระแสคาดการณ์กำไรฟื้นตัวและเงินปันผลระดับสูง (yield ~5.53%) NEO เป็นเจ้าของ 9 แบรนด์สินค้าอุปโภคไทย (Fineline, Smart, Tomi, D-nee, BeNice, Eversense, TROS, Vivite, LovliTails) ที่แข่งขันในตลาดซึ่งมีผู้เล่นข้ามชาติรายใหญ่ (เช่น Unilever, P&G, Kao) ครองส่วนแบ่งอยู่มาก รายได้หลักยังมาจากในประเทศ (>85%) ส่วนรายได้ส่งออกไปกลุ่ม CLMV และตะวันออกกลาง 16 ประเทศเป็นสัดส่วนน้อยกว่านั้น โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนส่งออกเป็น ~15% ของรายได้รวมภายใน 5 ปี ด้วยการเติบโตสองหลักทุกปี (ที่มา: neo-corporate.com, แผนกลยุทธ์ที่ประกาศ พ.ย. 2566 — ไม่พบตัวเลขสัดส่วนส่งออกปีปัจจุบันที่แจ้งแยกจากเป้าหมาย 5 ปีในแหล่งที่เข้าถึงได้)
เฉลี่ย 2 วิธี (ห่างกัน 1.79 เท่า — ไม่เกิน 2.0 เท่าตามเกณฑ์ dispersion gate จึงเฉลี่ยได้ · 2 ตระกูลอิสระ: P/E เทียบกลุ่ม และ Justified P/BV)
ข้อจำกัดการเทียบย้อนหลัง (full disclosure): NEO เข้าตลาด SET เดือน ธ.ค. 2566 มีประวัติงบในฐานะบริษัทมหาชนเพียง ~2.7 ปี และโครงสร้างทุนเปลี่ยนแปลงมากหลัง IPO — จำนวนหุ้นเพิ่มจาก 222 ล้านหุ้น (2564-2566) เป็น 300 ล้านหุ้น (2567 เป็นต้นมา, +35%) ทำให้ ROE ช่วงก่อน IPO (2564: 38.5%, 2565: 24.9%, 2566: 42.2%) สูงกว่าช่วงหลัง IPO เต็มรอบปี (2568: 11.2%, TTM: 10.7%) มาก (ปี 2567: 30.9% ไม่นำมาใช้ เพราะฐานทุนเปลี่ยนมากภายในปีนั้น) จึงไม่นำ ROE/P/E ก่อน IPO มาใช้เป็นสมอในการประเมินมูลค่าเลย ใช้เฉพาะตัวคูณเทียบกลุ่ม (วิธีที่ 1) และ ROE เฉลี่ยหลัง IPO (วิธีที่ 2) แทน · Sensitivity: เนื่องจาก r−g = 3.37pp แคบกว่า 5pp วิธีที่ 2 ไวต่อ r มาก — หาก r ต่ำ/สูงกว่าอีก 0.5pp ค่าจะอยู่ในช่วง ฿46.90 (r 5.87%) – ฿34.78 (r 6.87%) · DCF ไม่นับเป็นขาอิสระ เพราะ FCF TTM ติดลบ (−฿1,527 ล้าน จากการลงทุนขยายกำลังผลิต) ไม่ผ่านเกณฑ์ต้องมี FCF TTM เป็นบวกก่อน · ทั้ง 2 วิธีต่างกัน 1.79 เท่า (≤2.0 เท่า) จึงเฉลี่ยตรงได้โดยไม่ต้องตกเป็นเพียง "บริบท" · ข้อควรระวัง (มี 2 ตระกูลอิสระ แต่ส่วนเผื่อทั้งหมดมาจากวิธีที่ 2): หากตัดวิธีที่ 2 ออก FV จะเหลือ ฿22.35 และตลาดเทรดสูงกว่า FV นั้น ~9% ส่วนวิธีที่ 2 ขึ้นกับ beta 0.75 ที่เป็นประมาณการของผู้วิเคราะห์เอง · เทียบเป็นบริบท (ไม่นับเป็นขาใน FV): EPS คาดการณ์ FY2026e ฿2.06 (ปีงบถัดไป ตาม StockAnalysis /forecast/) × 12.7x ≈ ฿26.2
ราคาปัจจุบัน ฿22.70 ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสม ฿31.15 และต่ำกว่าเป้าเฉลี่ยนักวิเคราะห์ ฿26.30 (Buy, n=4 สำนัก) ซึ่งเองก็ยังต่ำกว่า FV — ส่วนเผื่อความปลอดภัยที่เห็นมาจากขา Justified P/BV เป็นหลัก (ขา P/E เทียบกลุ่มให้ค่าต่ำกว่าราคาตลาด) จึงควรอ่านคู่กับความไวต่อ r ในหมวด 3
สมมติฐานอิง EPS ฐาน TTM ที่กดดันจากมาร์จิ้นหดตัว — Bear สมมติมาร์จิ้นไม่ฟื้นและตลาดลดพรีเมียม P/E, Base สมมติมาร์จิ้นทยอยฟื้นสู่ระดับใกล้มัธยฐานกลุ่ม FMCG, Bull สมมติมาร์จิ้นฟื้นเกินคาดพร้อม re-rating จากความสำเร็จส่งออก/ส่วนแบ่งตลาด · ปันผลประมาณจาก payout ratio ที่ปรับตามกำไรแต่ละ scenario (Bear ~50% · Base/Bull ~72%) · งบไตรมาสถัดไปคาดประกาศ 12 พ.ย. 2569 (ตาม StockAnalysis) เป็นจุดตรวจสอบสมมติฐานแรก
NEO เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าอุปโภคไทย 9 แบรนด์ที่ครองอันดับ 1-3 ในหมวดตัวเองตามรายงานสื่อ แต่หลักฐานเชิงตัวเลขที่ยืนยัน thesis "แย่งส่วนแบ่งจากข้ามชาติ" ยังจำกัด (ไม่มีตัวเลข % ส่วนแบ่งตลาดอย่างเป็นทางการจากบริษัทหรือ Nielsen ในแหล่งที่เข้าถึงได้) ด้านผลประกอบการ มาร์จิ้นหดตัวต่อเนื่องหลายปีจนกำไรสุทธิ FY2568 ลดลง 44% ขณะที่ FCF ติดลบต่อเนื่องจากการลงทุนขยายกำลังผลิต ที่ราคาปัจจุบัน ฿22.70 หุ้นเทรดต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ประเมินได้ ฿31.15 (เฉลี่ย 2 วิธี: P/E เทียบกลุ่ม FMCG ~12.7x ซึ่งให้ค่าต่ำกว่าราคาตลาด และ Justified P/BV จาก ROE เฉพาะช่วงหลัง IPO ซึ่งให้ค่าสูงกว่ามาก) ส่วนเผื่อความปลอดภัยจึงขึ้นกับสมมติฐานของขา P/BV เป็นหลัก โอกาสของหุ้นขึ้นกับความสำเร็จของแผนส่งออกและการฟื้นตัวของมาร์จิ้น ซึ่งยังต้องรอการยืนยันจากงบไตรมาสถัดไป